เหตุผลใดไทย จึงแพ้คดีปราสาทพระวิหาร

 

 


บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

           ...คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็นเพราะว่า ประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก...

              ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลายเป็นหัวข้อที่สาธารณชนให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชายื่นเรื่องการขอเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตาม อนุสัญญา Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage โดยที่ประเทศไทยคัดค้านการยื่นฝ่ายเดียวของกัมพูชา โดยอ้างเรื่องความสมบูรณ์ทางวิชาการด้านโบราณคดีและการที่ทั้งสองประเทศยัง ตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับเขตแดน

           แม้คดีนี้จะผ่านความรับรู้ของคนไทยมายาวนานแล้วก็ตามแต่ปรากฏว่ามีคนไทยน้อยมากที่รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องนี้

           เหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็น เพราะว่าประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก

           และด้วยเหตุที่คนไทยรู้จักกับคดีนี้น้อย จึงอาจมีการบิดเบือนข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากคดีนี้มีสองประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณาคือ ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลและการพิจารณาขั้นเนื้อหา จึงขอแยกอธิบาย ดังนี้

  ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลโลก

           ประชาชนคนไทยมักจะสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมประเทศไทยต้องไปขึ้นต่อสู้คดีต่อศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีอธิปไตย มีเอกราช การขึ้นต่อสู้คดีของประเทศไทยมิเท่ากับเป็นการเสียเอกราชหรือ

           ประเด็นนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สลับซับซ้อน หากใช้ความรู้สึกชาตินิยมหรือสามัญสำนึกย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยต้อง ขึ้นศาลโลก ผู้เขียนจะขออธิบายช่องทางการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเสียก่อนว่ามีวิธีการใด บ้าง การยอมรับเขตอำนาจศาลโลกนั้นทำได้อยู่สามประการคือ

             ประการแรก การยอมรับเขตอำนาจการพิจารณาคดีโดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาใดอนุสัญญาหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า หากมีปัญหาในการตีความสนธิสัญญา ให้ศาลโลกเป็นผู้พิจารณา

             ประการที่สอง ประเทศคู่พิพาทตกลงทำความตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นเฉพาะกรณีๆ ไป กล่าวคือ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาแล้ว รัฐคู่พิพาทได้ทำสนธิสัญญายอมรับเขตอำนาจศาลเฉพาะข้อพิพาทนั้น และ

             ประการที่สาม รัฐได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนดไว้

           ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก (ทั้งศาลโลกเก่าและใหม่) ของประเทศไทยนั้นเป็นประเด็นที่คนไทยไม่ใคร่ได้กล่าวถึง อาจเป็นเพราะว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายมากเกินไปประชาชนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ สนใจ

           อีกทั้งทางการก็มิได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อสาธารณชน มากนักทั้งๆ ที่ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นประเด็นที่หากมีการกล่าวถึงในวงกว้างแล้วก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ เกี่ยวข้องได้ แต่เนื่องจากประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนจึงมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะข้ามไปได้จึงขอกล่าวถึง ดังนี้

           ประเทศไทยได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก ทั้งหมด 3 ฉบับ ดังนี้

             ฉบับแรกทำเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1929 และเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1930 โดยคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ "ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ" (Permanent Court of International Justice : PCIJ) เป็นเวลา 10 ปี

             ฉบับที่สอง รัฐบาลไทยทำคำประกาศโดยมิวัตถุประสงค์เพื่อ "ต่ออายุ" (renew) เขตอำนาจศาลโลกเก่า โดยคำประกาศฉบับที่สองนี้ทำเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1940 โดยคำประกาศที่สองนี้เริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1940

             ฉบับที่สาม รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1950 ซึ่งหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สอง (ที่ต่ออายุคำประกาศฉบับแรก) หมดอายุเป็นเวลา 14 วัน

           มีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ฝ่ายไทยนำมาอ้างก็คือ ศาลโลกเก่านั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1946 และตามธรรมนูญของศาลโลกใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ" (International Court of Justice : ICJ) นั้นมาตรา 36 วรรค 5 ได้กำหนดว่า ให้การยอมรับเขตอำนาจ "ศาลโลกเก่า" โอนถ่ายไปยัง "ศาลโลกใหม่" หากว่า คำประกาศนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือกล่าวง่ายๆ คือ ยังไม่ขาดอายุนั่นเอง

           ข้อต่อสู้เกี่ยวกับการคัดค้านเขตอำนาจศาลโลกใหม่ที่ทนายความฝ่ายไทยต่อ สู้ในชั้นของการคัดค้านเขตอำนาจของศาลโลกใหม่นั้นมีว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ยุติลงอันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดของศาล โลกเก่า ดังนั้น คำประกาศต่ออายุเขตอำนาจศาลโลกเก่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 จึงไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป

           อีกทั้งคำประกาศดังกล่าวมิใช่คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ ดังนั้น ศาลโลกใหม่จึงไม่มีเขตอำนาจ

           แต่ข้อต่อสู้นี้อ่อนมาก ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามที่รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 นั้น ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่ออายุยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ เพราะว่า คำประกาศฉบับที่สามนี้ ทำหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สองหมดอายุแล้วสองอาทิตย์

           ศาลโลกเห็นว่า สิ่งที่จะต่ออายุได้นั้น สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ มิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยก็รู้ดีว่าขณะที่ทำคำประกาศฉบับที่สามนั้นทำหลังจากที่ศาล โลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้วกว่าสี่ปี (ศาลโลกเก่าสลายตัวเมื่อปี ค.ศ.1946 แต่คำประกาศฉบับที่สามทำเมื่อปี ค.ศ.1950) ข้ออ้างของประเทศไทยจึงฟังไม่ขึ้น

           ประเด็นต่อไปมีว่า ในเมื่อคำประกาศฉบับที่สามฟังไม่ได้ว่าเป็นคำประกาศต่ออายุยอมรับเขตอำนาจ ศาลโลกเก่าแล้ว ผลในทางกฎหมายของคำประกาศฉบับที่สามคืออะไร ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามเป็นคำประกาศใหม่ ที่แยกเป็นเอกเทศออกจากคำประกาศฉบับแรกและฉบับที่สอง

           และหากพิจารณาเนื้อหาของคำประกาศที่สามแล้ว ศาลโลกเห็นว่า เป็นการประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ โดยอิงเงื่อนไขจากคำประกาศฉบับแรก

           ดังนั้น ศาลโลกจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาลโลกมีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่รัฐบาลกัมพูชาฟ้องรัฐบาลไทย ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของฝ่ายไทยฟังไม่ขึ้น

 

 


  ประเด็นเรื่องเนื้อหาของข้อพิพาท

           คําร้องของกัมพูชาที่สำคัญที่ให้ศาลโลกวินิจฉัยคือประเด็นที่ว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร การนำเสนอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนั้นมีดังนี้

           ฝ่ายไทยเสนอว่า หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ "สันปันน้ำ" (watershed) ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา

           ขออธิบายตรงนี้เลยว่าหลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาทวิภาคีในปี ค.ศ.1904 ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะกรรมการผสมขึ้น และไม่นานนัก คณะกรรมการชุดนี้ก็มิได้ทำงานอีกต่อไป ต่อมา ฝ่ายไทยได้ร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ขึ้น ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เจ้าปัญหาฉบับนี้ มีดังนี้

             ประการแรก แผนที่นี้เป็นการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้น แผนที่นี้ทำขึ้นที่กรุงปารีส การที่ประเทศร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่

             ประการที่สอง การปักปันเขตแดนแล้วลงมาตราส่วนลงในแผนที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีส่วนร่วมเลย

             ประการที่สาม การทำแผนที่นี้ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการผสมแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ผู้พิพากษาฟิสต์มอริสซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะกล่าวว่า คณะกรรมการผสมไม่เคยแม้แต่จะ "เห็น" แผนที่นี้ อย่าว่าแต่ "รับรอง" เลย เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวจากรัฐบาลไทย

             ประการที่สี่ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ประเทศไทยแพ้ก็คือ แม้ประเทศไทยจะไม่มีส่วนในการทำแผนที่ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยคัดค้านหรือประท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะทักท้วงหรือประท้วงถึงความคลาด เคลื่อนหรือความผิดพลาดของแผนที่

           โอกาสที่จะประท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ เช่น กรณีการเจรจาทำสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือกับประเทศฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1925-1937 แต่ไทยก็มิได้ทักท้วง

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า การนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่แล้ว จะมาปฏิเสธในภายหลังนั้น ไม่อาจกระทำได้ เป็นการปิดปากประเทศไทยว่าจะมาปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ไม่ได้

           ยิ่งไปกว่านั้น ทางการของไทยเองยังได้ทำแผนที่ใช้ขึ้นเองอีกด้วยในปี ค.ศ.1937 โดยแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ของไทยเป็นผู้จัดทำ ได้แสดงว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ประเด็นนี้ไทยอ้างว่า แผนที่ที่ไทยทำขึ้นเองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทหารเป็นการภายในเท่านั้น แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของไทยในประเด็นนี้

           เหตุผลประการหนึ่งที่ศาลโลกเห็นว่า ประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็คือ การที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ไปเยือนกึ่งเป็นทางการที่ปราสาทพระวิหาร ในครั้งนั้น กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารเกียรติยศรับการเสด็จอย่างเต็มที่ และยังชักธงชาติของประเทศฝรั่งเศสด้วย

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า เท่ากับประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ผู้พิพากษาศาลโลกท่านหนึ่งคือ ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยได้ทำความเห็นแย้งว่า ในเวลานั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย อีกทั้งพระองค์ยังตรัสว่า การมาเยือนปราสาทพระวิหารนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

           นอกจากนี้ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ไทยแพ้คดีอาจเป็นผลมาจากการตั้งรูปคดีที่ผิดพลาดมา ตั้งแต่ต้น แทนที่ประเทศไทยจะปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ ควรรับประเด็นเรื่องแผนที่ แล้วยกข้อต่อสู้ว่า ในกรณีที่ข้อความในสนธิสัญญาที่ให้ใช้ "สันปันน้ำ" แย้งกับ "แผนที่" ในกรณีนี้ให้ถือว่าข้อความในสนธิสัญญามีค่าบังคับเหนือกว่า

           ซึ่งอนุสัญญาแวร์ซายส์ มาตรา 29 ก็มีข้อความทำนองนี้ อีกทั้งก็มีคดีที่ศาลตัดสินให้ความน่าเชื่อถือของสนธิสัญญายิ่งกว่าแผนที่

            จริงหรือที่ "การนิ่งเฉย" หรือ "กฎหมายปิดปาก" มิใช่เป็นหลักกฎหมาย

           หลังจากที่ไทยแพ้คดี นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเวลานั้นกล่าวทำนองว่าศาลโลกนำหลักกฎหมายที่ไม่ชัดเจนมาตัดสินคดี ที่น่าคิดก็คือ ทำไมทนายฝ่ายไทยไม่ทราบ หรือว่า "หลักกฎหมายปิดปาก" หรือ "การนิ่งเฉย" นั้น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเคยนำมาใช้หลายคดีแล้ว

           อีกทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังได้เขียนบทความเรื่อง "หลักกฎหมายปิดปากที่ใช้ในศาลระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของหลักกฎหมาย ดังกล่าวกับการนิ่งเฉย" (Estoppel before Internationals and Its Relation to Acquiescence) เขียนโดยนักกฎหมายระหว่างประเทศชื่อ Bowett ลงในวารสาร British Yearbook of International Law ปี ค.ศ.1957 และบทความชื่อ "หลักกฎหมายปิดปากในกฎหมายระหว่างประเทศ" โดย Mcgibborn ในวารสาร International and Comparative Law Quarterly ปี 1958 ซึ่งตีพิมพ์ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินประมาณ 3-4 ปี

           ไม่อาจคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าฝ่ายไทยได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าฝ่ายไทยจะได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ทนายความของฝ่ายไทยน่าจะย่อมรู้ถึงหลักกฎหมายปิดปากเป็นอย่างดี

           เพราะหลักว่าด้วย "การถูกการตัดสิทธิ" (Preclusion) หรือ "การนิ่งเฉย" อาจเทียบได้หรือมีผลเท่ากันกับ "หลักกฎหมายปิดปาก" อันเป็นหลักกฎหมายอังกฤษ หรือแองโกลแซกซอน

  บทส่งท้าย

           สรุปเหตุผลที่แท้จริงที่ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหารคือ การยอมรับความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งศาลโลกเห็นว่า หลังจากที่ทำสนธิสัญญาประเทศสยามอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านความไม่ถูกต้องของ แผนที่ได้หลายครั้ง แต่ก็มิได้คัดค้าน จึงปิดปากประเทศสยามว่าต่อมาจะปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่ไม่ได้

           หากประเทศไทยจะเสียดินแดนอีกครั้งคงไม่ใช่เพราะนำข้อมูลการต่อสู้ทาง กฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือเกิดจากความไม่รักชาติ ไม่สามัคคีอย่างที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน (ซึ่งรวมถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ด้วย) แต่เกิดจากความไม่รอบคอบ ความประมาท และไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองมากกว่า เหมือนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสามจังหวัดภาคใต้ของเรา

 

 

เนื้อหา : บทความโดย ไพศาล ลิขิตปรีชากุล/อิณ แปล
เมื่อวันที่: 23-09-2007 09:24
 

จาก นสพ.เดอะ เนชั่น ฉบับวันที่ ๘ มิย. ๒๕๔๗


กระทรวงวัฒนธรรมสับสนเรื่องเกย์


คนรักเพศเดียวกับไม่ได้หมายความว่าจะแสดงกิริยาอาการท่าทางว่าเป็นพวกรักเพศเดียวกันเสมอไป


ถึงแม้ว่ากระทรวงวัฒนธรรมจะรีบจัดงานแถลงข่าวเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้
โดยการพยายามชี้แจงและกึ่งปฏิเสธรายงานข่าวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับโครงการที่จะรณรงค์ต่อต้านเกย์
แต่ก็ยังไม่สามารถตอบปัญหาในเรื่องของความเห็นที่เป็นอคติที่ได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้ได้


ทางกระทรวงคงจะเพิ่งรู้สึกได้ว่า การประกาศจุดยืนดังกล่าวนั้น ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ จึงได้ออกมาปฏิเสธ แผนการที่จะแบนเกย์จากการทำงานราชการ โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงถูกนำไปอ้างผิด ๆ โดยนักข่าว (นักข่าวตีความผิด) โดยทางกระทรวงได้เปรียบเทียบกรณีคล้ายกัน

ในต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วที่นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ได้ถูกนักข่าวตีความผิดไปเมื่อออกมายอมรับว่าข้าราชการ
ที่เป็นเกย์เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทุ่มเททำงานให้รัฐบาลสิงคโปร์

แต่ทั้งนี้ กระทรวงวัตนธรรมยังไม่สามารถอ้างอิงหลักฐานใด ๆที่จะมาสนับสนุนว่าสิ่งที่ได้กล่าวออกไปแล้วล่วงหน้านั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “การแสดงความรักต่อกันอย่างไม่เหมาะสมในที่สาธารณชน”,“เหตุการณ์ รุนแรง ที่เกิดขึ้น ในหมู่เกย์วัยรุ่น” หรืออธิบายถึงที่มาได้ว่า ทำไมทางกระทรวงจึงไปเปรียบเทียบในเชิงกล่าวหา ให้เสียหายได้ ระหว่างความเป็นเกย์ และ ผู้เผยแพร่สื่อลามก ดังที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง ได้ยกคำพูดของคน ในกระทรวงไปอ้างไว้

ยิ่งไปกว่านั้น รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดร. กล้า สมตระกูล ยังออกมายืนยันถึงเจตนาเดิม ของกระทรวงที่จะ รณรงค์ ต่อต้านภาพของบุคคลรักเพศเดียวกันในสื่อทางโทรทัศน์อีกด้วย โดยทางกระทรวงฯจะได้ออก หนังสือภายใน อาทิตย์นี้ เพื่อขอให้สถานีโทรทัศน์ทั้งหลาย ไม่ให้ออกอากาศสิ่งที่เรียกว่า “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของพวก รักร่วมเพศ” ซึ่งทางกระทรวงเห็นว่ามีอิทธิพลในแง่ลบกับเยาวชนของชาติ

การประกาศเช่นนี้ของกระทรวงวัฒนธรรมได้บ่งบอกถึงความที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในเรื่องของ บุคคลที่รักเพศเดียวกันอย่างหลายระดับทีเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
ได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจนมาแล้วว่า การรักเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมทางเพศที่ปกติและเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง
และบุคคลรักเพศเดียวกันก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความ “เบี่ยงเบน” ทั้งนี้ เป็นความเห็นที่สอดคล้องกับสิ่งที่ องค์การ อนามัยโลก (แห่งสหประชาชาติ) และ องค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกได้ประกาศมาแล้วนานหลายสิบปี...

ไม่เพียงแต่กระทรวงวัฒนธรรมไม่มีความรู้ หรือไม่ยอมรับเรื่องนี้เท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรมยังไม่สามารถแยกแยะ ความแตกต่างระหว่าง บุคคลที่รักเพศเดียวกัน กับพฤติกรรมที่กระทรวงมองว่าเป็น “พฤติกรรม รักร่วมเพศ” อีกด้วย

เกย์จำนวนมากไม่ได้แสดงกริยาอาการในขั้นที่เรียกว่าควบคุมไม่ได้เหมือนที่ทางกระทรวงกล่าวอ้างไว้ ความจริง แล้วบทบาทที่มีการแสดงพฤติกรรมในขั้นควบคุมไม่ได้ดังกล่าวในโทรทัศน์นั้นส่วนใหญ่เป็นการแสดงของนักแสดง
ที่เป็นชายจริงหญิงแท้

การเรียกพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็น “รักร่วมเพศ” และห้ามออกอากาศนั้น จะทำให้กลุ่มผู้รักเพศเดียวกัน ตกเป็น เหยื่อ(จากสังคม)มากกว่า จะเป็นการห้ามการเผยแพร่พฤติกรรมดังกล่าวตามเจตนารมณ์ของกระทรวง...

นอกเหนือจากการใช้คำที่ไม่ได้เรื่องแล้ว การแบนดังกล่าวก็ถูกคิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลอีกด้วย เป็นที่เห็นได้ชัดขึ้น เรื่อย ๆ ว่า กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่แคบนั้น มองตัวเองว่าเป็นผู้มีอำนาจเต็มแต่ผู้เดียว และเป็นเจ้าของ “วัฒนธรรมไทย” ซึ่งในความจริงแล้ว เป็นสมบัติของประชาชนทั้งประเทศ...


การแบนนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคารพสิทธิในการแสดงออก ซึ่งเป็นรากฐานของความก้าวหน้าทางศิลปะ และ วัฒนธรรม
อีกทั้งยังอาจส่งผลให้การแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมอีกหลายอย่างต้องหมดไปอีกด้วย

การกระทำที่เป็นเผด็จการเช่นนี้มีให้เห็นแล้วก่อนหน้านี้ในแผนการดำเนินงานที่บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบของกระทรวง อันได้แก่ การขึ้นบัญชีดำเพลงต่าง ๆ การเซ็นเซอร์แฟชั่นโชว์ การบังคับเสื้อผ้าที่ประชาชนควรใส่ในวันสงกรานต์ และอื่น ๆ อีกมาก...

ถึงแม้ทางกระทรวงจะออกมากล่าวอ้างแบบลอย ๆ ไม่มีอะไรสนับสนุนว่า “พฤติกรรมรักร่วมเพศ” สามารถเปลี่ยน พฤติกรรมทางเพศของเด็กได้ แต่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า พฤติกรรมทางเพศ ส่วนใหญ่เป็น สิ่งที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าในยีนและบางส่วนจากลักษณะการเจริญเติบโตของสมองในช่วงเวลาสองสามปีแรกหลังจากเกิด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเกียวกับการรับรู้จากโทรทัศน์แต่อย่างใด...

ถ้าทางกระทรวงมีเจตนาจริงจังที่จะตอบสนองต่อความกังวลของพ่อแม่เด็กในเรื่องของ “พฤติกรรมรักร่วมเพศ” แล้ว ส่งที่กระทรวงวัฒนธรรมสามารถทำได้ แทนที่จะไปจำกัดการแสดงออกทางศิลปะ ก็คือการให้ความรู้กับประชาชนว่า
ถึงแม้การแสดงออกอาจจะเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ได้ถอดได้ แต่ทางเลือกในเรื่องเพศของแต่ละบุคคลเป็น เสมือนสีผิว ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ...

ในขณะเดียวกัน ทางกระทรวงจะสามารถช่วยสังคมได้มากทีเดียวในการช่วยให้วัยรุ่นที่เป็นบุคคล รักพวกเดียวกัน ให้มีความมั่นใจในตนเองไม่สับสนได้ในการสนับสนุนภาพลักษณ์ในด้านบวกของบุคคลที่รักพวกเดียวกันผ่านทาง
สื่อโทรทัศน์ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะคาดหวังได้เลยก็ตาม เนื่องจากแนวคิดว่า “เกย์คือผู้เบี่ยงเบน” ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้...

ดังนั้น ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับสังคมไทยโดยรวม ที่จะออกมาถกกันว่า จะยอมสูญเสียความเป็นอิสระ เท่าไหร่เพื่อ ยอมรับ “มาตรการด้านวัฒนธรรม” ที่กระทรวงยุติธรรมประกาศออกมาเช่นนี้ และอย่าลืมด้วยว่า
พฤติกรรมรักร่วมเพศ นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในลิสต์อันยาวเหยียดที่อยู่ในบัญชีดำองกระทรวง ซึ่งหมาย ความว่า กระทรวงฯ จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องนี้อย่างแน่นอน...


..................

Culture Ministry is confused about gays

Published on Jun 8, 2004, ‘The Nation’


Homosexuals do not necessarily indulge in what it describes as 'homosexual behaviour'

Although the Ministry of Culture swiftly held a "damage-control" press conference to clarify and partly refute an earlier report about its anti-gay campaign, much of its homophobic rhetoric is still unaccounted for.

Sensing that such a move might be unconstitutional, it denied that it had a plan to ban gays from government posts, saying ministry officials had been "misquoted". (Compare this to a speech last year by Singapore's prime minister that acknowledged the contributions of gay
civil servants.) But it has yet to produce any evidence for the contradictory claim of "inappropriate public displays of affection" and violence among gay teens, or to explain its demeaning comparison between gays and pornographic distributors, as quoted in the local
press.

Moreover, deputy permanent secretary for Culture Dr Kla Somtrakul confirmed his ministry's intent to pursue its campaign against "homosexual presence" on television. This week it will send a letter requesting television stations not to air "sexually deviant homosexual" messages, which allegedly influence youths negatively.

In doing so, the ministry is showing multiple levels of ignorance about homosexuality. Not very long ago, the Department of Mental Health made a clear statement that homosexuality is a normal, natural form of human sexuality and gay people are not "deviants", echoing
what the World Health Organisation and international health community have emphasised for decades.

Not only did the ministry fail to note this, it also fell short of making distinctions between gay people and what it perceives as "homosexual behaviour". Many gay people do not display such
unrestrained behaviour as the ministry described. In fact, most of such behaviour on television is played by heterosexual actors. By branding such behaviour "homosexual", the ban will end up victimising gay people rather than discouraging certain acts as it intends.

In addition to being sloppily-phrased, the ban is ill-conceived to begin with. It is increasingly obvious that the ministry - with its narrow-mindedness - sees itself as the sole authority and owner of "Thai culture", which in fact belongs to every Thai citizen.

It shows little regard for freedom of expression - the basis for evolving arts and cultures as opposed to ones on the brink of extinction. This authoritarian tendency has previously been observed in the ministry's narrow-minded plans to blacklist songs, censure fashion shows, dictate Songkran dress codes, and so on.

Despite the ministry's flimsy claim that this "homosexual behaviour" can alter a child's sexual orientation, scientific research shows that sexual orientation is largely determined by genetics and to a small extent by different pathways in brain development in the first few years of life - nothing to do with television.

If the ministry is serious about addressing parental concerns regarding "homosexual behaviour", what it can do, instead of infringing on artistic freedom, is educate the public that while behaviour is like a costume that can be put on and grown out of, sexual orientation is like skin that doesn't change at will.

On the other hand, the ministry could do much good in helping to shape well-balanced gay teens by encouraging a positive image of gay people on television - although this seems far-fetched in its current "gay equals deviant" mindset.

Now the responsibility lies with Thai society to debate how much liberty can be sacrificed in exchange for the ministry's imposed "cultural order". Remember that "homosexual behaviour" is just one item on this busybody ministry's list, and it doesn't stop there.

As for the gay community, it must now take up the battle against homophobia, as the vicious cycle doesn't entirely start and end with homophobes. It's easy to perpetuate the lie that gays are mentally ill and have a negative influence on society when there are not enough well-balanced gay public figures in view.

This is regrettable, because there are plenty of successful gay people in our society, many of them famous artists, who have yet to come out publicly.

Naturally, this isn't helped by the institutional homophobia now made evident, ironically, by the Ministry of Culture itself.

In Thailand, gay rights are often said - even among gays - to be an individual's private rights, as it's easier to defend oneself from behind a wall. But to fight institutional homophobia, gay rights need to step out of the bedroom. The more gay people come out, the harder it will be to maintain the lie. Then and only then can the gay community reclaim its rightful share of the culture to which it contributes.

Paisarn Likhitpreechakul

 

จากเวป http://www.goozaa.com/page.php?id=310

edit @ 14 May 2008 10:05:27 by katesnk

เนื้อหา :
เมื่อวันที่: 23-09-2007 09:08  ความคิดเห็น:  (0)
คะแนน:  

มักมีคำกล่าวอยู่เสมอว่าสังคมไทยใจดี'ไม่เคยรังเกียจคนรักเพศเดียวกัน' ตราบใดที่ "คนพวกนี้" ไม่ทำอะไรที่ เกินหน้า เกินตา เกินงาม หรือพูดง่ายๆ "อย่าล้ำเส้น"

คำกล่าวนี้สะท้อนนัยยะสำคัญสองประการต่อ ประเด็นคนรักเพศเดียวกันของสังคมไทย


หนึ่ง เรารู้เราเห็นว่าคนรักเพศเดียวกันมีตัวตนและดำรงอยู่ในสังคมนี้จริง แต่เราก็เชื่อว่า "คนพวกนี้" ไม่ใช่ของแท้ เพราะหากมองตามเพศสรีระ มนุษย์ก็มีเพียงสองเพศคือชายกับหญิง และเมื่อมาผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า มนุษย์มีหน้าที่ต้องสืบพันธุ์ บางครั้งก็ทำให้เรามองเห็นเพียงว่าชายและหญิงต้องเกิดมาคู่กันเพื่อผลิตทายาทให้สังคม

ดูเหมือนว่าความคิดนี้ได้กลายเป็นความเชื่อกระแสหลักในสังคม และได้กลบความจริงข้ออื่นๆ ไปเสียสิ้น

หากเรามีสติ ใช้ปัญญาทบทวน ทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดในสังคม เราจะพบว่า มนุษย์ใน สังคมมีความหลากหลาย และมีมากกว่าความเป็นเพศหญิงและชาย เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าหญิงบางคน ไม่รู้สึกรักใคร่ชอบพอกับชาย

ชายบางคนก็พึงใจจะมีรักกับชายด้วยกัน และอีกหลายๆคนก็พึงใจจะครองโสด มันสะท้อนว่าแท้จริงแล้ว เรามีความสามารถที่จะมองเห็นความจริงอื่นๆ ในสังคมได้อีกมากมาย แต่ทว่าความจริง คนจริงๆเหล่านั้น
ไม่ถูกยอมรับและถูกทำให้กลายเป็น 'กลุ่มอื่น' เป็นตัวประหลาด ที่ไม่ใช่ "พวกเรา"

สอง เรากลัว รังเกียจ มองว่าหาก "คนพวกนี้" ล้ำเส้นจะเป็นภัยทางสังคม ขณะที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมเต็มไปด้วย การอยู่ร่วมกันของความแตกต่าง มีทั้งคนรักเพศเดียวกันและคนรักต่างเพศและอื่นๆ กลุ่มคนที่มิใช่รักต่างเพศ กลับถูกพยายามจัดกลุ่ม ให้เป็นพวกเบี่ยงเบนทางเพศ ผิดปกติ วิปริต และไม่มีพื้นที่ให้เขาปรากฏตัว อย่างมนุษย์ ทั่วไปพึงกระทำได้

อยู่มาวันหนึ่ง รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่า ต้องการห้ามบุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ อาทิ กะเทย ทอม เกย์ เข้ารับราชการในหน่วยงานราชการ โดยให้สัมภาษณ์ว่า

'การจะจับคนเหล่านี้เข้าคุกหรือมีบทลงโทษตามกฎหมายนั้นทำไม่ได้จึงเรียกร้องให้เกิดการต่อต้านไม่ให้พฤติกรรม
รักร่วมเพศแพร่ระบาดมากกว่านี้'

แม้จะออกมาแก้ข่าวในภายหลังว่าแท้จริงไม่ได้รังเกียจ แต่แค่

'ไม่อยากให้เด็กมีพฤติกรรมลักษณะนี้มากนัก'

และ

'สิ่งที่ตนให้ข่าวเป็นเพียงแค่การป้องกันการลุกลามของพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศที่นับวันจะเพิ่มขึ้นจากสื่อต่างๆ
ที่นำเสนอออกมาทางโทรทัศน์'

สะท้อนความคิดของท่านรองปลัดที่มองว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นพวกที่ทำให้สังคมเสื่อมเสีย สับสนวุ่นวาย เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในสังคม ราวกับว่า การรักเพศเดียวกัน เป็นโรคที่ติดต่อด้วยการจับต้องหรือมองตา จึงต้องกลัวว่า คน "ปกติ" ทั่วไปถ้าได้พบเห็น เกี่ยวข้อง จะเป็นตามกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เปิดเผยถึงกรณีเหตุเกิดที่บ้านปราณีว่ามีการร้องเรียนเรื่องเด็กผู้หญิงสองคนถูกลงโทษ
เหตุเพราะมีเพศสัมพันธ์กันเด็กถูกลงโทษด้วยการบังคับให้แสดงท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง
ต่อหน้าเจ้าหน้าที่


กรณีนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ภายใต้สิ่งที่เราเคยพูดๆกันว่า 'สังคมไทยยอมรับคนรักเพศเดียวกัน
ไม่เคยรังเกียจ'

เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนี้อธิบดีกรมพินิจฯมองว่า การร้องเรียนเกิดขึ้นเพราะ ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการร้องเรียนจะมาจากเหตุใด สิ่งที่ต้องตระหนักถึงคือ ความผิดของเด็กอยู่ตรงไหน จึงต้องถูกลงโทษเยี่ยงนั้น

ฉะนั้นจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อมิให้เกิดการใช้อำนาจละเมิดเด็กในสถานพินิจฯเพียงเพราะอคติของผู้
มีอำนาจได้อีก


รักเพศเดียวกันไม่ผิดกฎหมาย ใครจะมาจับเข้าคุกไม่ได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 30 ระบุว่า

'บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิ
เท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในถิ่นกำเนิด
เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สถานภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัต ิแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้'

ในทางการแพทย์ เมื่อปี 2516 สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกาประกาศถอดถอนการเป็นคนรักเพศเดียวกัน ออกจากบัญชีรายชื่อความผิดปกติทางจิต

และในประเทศไทยเรา

เมื่อปี 2545 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้มีจดหมายรับรองทางวิชาการตามหลักขององค์การ
อนามัยโลก โดยให้เอาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันออกจากกลุ่มที่มีความผิดปกติทางจิต


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมาตรฐานและหลักในการจัดการทางสังคมให้มนุษย์ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้
อย่างมีพื้นที่ และได้รับการเคารพศักดิ์ศรี เคารพความแตกต่างหลากหลาย

ขณะที่สังคมไทยพยายามเน้นให้เห็นว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญ มีสถาบันวิชาการทาง การแพทย์ยืนยันว่า รักเพศเดียวกันไม่ใช่ความผิดปกติ

แต่ทว่า กรอบความคิด ความเชื่อเก่าๆ กลับยังเป็นคุกขังความคิดคนในสังคม ทำให้ผู้ใช้อำนาจรัฐยังคงใช้ ความรู้และความเชื่อเก่าๆ เข้ามาจัดการต่อคนรักเพศเดียวกัน จากพื้นฐานของอคติและความหวาดกลัว
จนขาดการตระหนักถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดและเลือกปฏิบัติ ตามมาในที่สุด

ปรากฏการณ์ที่ผ่านมา ทั้งกรณีสถาบันราชภัฏเคยออกกฎห้ามรับนักศึกษาที่รักเพศเดียวกันเข้าเรียนครู
กรณีกรมประชาสัมพันธ์ห้ามคนรักเพศเดียวกันออกทีวี ล่าสุดการลงโทษเด็กในบ้านปราณี และกรณีกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งหมดเป็นการเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เรื่องการจัดพื้นที่ให้กับคนรักเพศเดียวกันของรัฐซึ่งหากเรายังติดอยู่กับ
ความคิดความเชื่อเก่าๆล้าหลังโดยปราศจากการตั้งคำถาม และเรายังยอมรับการใช้อำนาจที่ปราศจากความรู้ แม้จะบอกว่าเราเชื่อว่า 'มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน' แต่วงจรอุบาทว์นี้คงไม่หมดไปจากสังคมไทย

http://www.goozaa.com/page.php?id=296

edit @ 13 May 2008 01:00:12 by ป้าพี่เคทจอมซ่าส์